แมวคิดอะไรอยู่ แน่ล่ะที่แมวจะนอนเป็นส่วนใหญ่ พอตื่นก็เลียตัวทำความสะอาด แล้วก็หากิน เล่นฝึกฝีมือ กิจวัตรพวกนี้ มองแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับคน แต่แมวมักจะมีช่วงเวลาสั้นๆ ของวันที่น่าสนใจซึ่งคล้ายกับทฤษฎีการทำให้มีความสุขของคน นั่นคือ การนั่งเฉยๆ แล้วหายใจ

การนั่งเฉยๆ แล้วจดจ่อแค่ลมหายใจ ฟังคุ้นมั้ย มันเหมือนเป็นทฤฎษีการนั่งสมาธิเวลาที่เราไปปฏิบัติธรรมทำไมมันถึงสำคัญ ทำไมแมวที่ซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณเสมอยังรู้จักทฤษฎีนี้ การนั่งเฉยๆ แล้วหายใจ มีอะไรที่เชื่อมโยง

แมวคิดอะไรอยู่

สิ่งหนึ่งที่เคลื่อนที่เร็วกว่าแสง คือ ความคิด การนั่งเฉยๆ แล้วหายใจ น่าจะเป็นการชะลอความคิดทุกรูปแบบให้อยู่ในจังหวะที่สามารถไตร่ตรอง กลั่นกรอง ทำให้ความคิดฟุ้งซ้าน ทอดตัว ให้เห็นชัดๆ ว่ามันไม่ใช่ความจริง มันเป็นเพียงแค่ความฟุ้งของความคิดเท่านั้นเอง

เมื่อสิ่งที่เรียกว่าความคิดชะลอตัว จนเราจับได้ ความสงบก็เกิดขึ้น จังหวะนี้ละมั้งที่แมวจะตาปรือ และพร้อมจะทำกิจวัตรหลัก คือ นอน

ถ้าแมวยังรู้จักทฤษฎีนี้ด้วยตัวเอง คนก็ต้องรู้ได้ แต่พอลองทำ สิ่งที่คิดว่าง่ายแสนง่ายกับการแค่นั่งเฉยๆ แล้วหายใจ มันกลับไม่ง่ายเลย

เพราะเราถนัดกับการปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ จนฟุ้งซ่าน บ้างว่าเป็นความคิดนอกกรอบ บ้างก็เป็นความคิดเกินตัว หรือแม้แต่บางทีก็ตั้งชื่อว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบางครั้งก็แยกกันไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เราสนุกที่จะคิดเรื่องต่างๆ จนลืมว่าสิ่งที่หล่อเลี้ยงความคิดทั้งหมด คือลมหายใจ และเรากำลังหายใจอยู่ เราลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในอนาคต แต่เป็นปัจจุบัน เป็นขณะนี้ แค่ลมหายใจ

เจอเพื่อนหลายคนที่ป่วยถึงจุดหนึ่งมักพูดว่า การแค่หายใจเข้า หายใจออก แล้วไม่เจ็บปวด มันก็วิเศษมาก  และถ้ายังกินได้อร่อย ถ่ายได้ปกติ นอนหลับสนิท แถมตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้ว ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม อันนั้นมันคือสุดยอด

ไม่รู้แมวไปแอบรู้ทฤษฎีนี้มาจากไหน แต่แมวให้ความสำคัญกับการนั่งเฉยๆ และหายใจมากเป็นพิเศษ เป็นเหมือนเคล็ดลับการมีความสุขของแมวเลยก็ว่าได้ คนอย่างเราๆ น่าจะเก็บไว้ใช้เตือนตัวเองตอนความคิดกำลังวิ่งวุ่นวาย แต่จับต้องอะไรไม่ได้ ให้หยุดแล้วมาอยู่นิ่งๆ ลองนั่งเฉยๆ แล้วหายใจ แบบที่รู้ว่าเรากำลังหายใจ ก็น่าจะดี

เพราะตราบใดที่มีลมหายใจ ก็มีความหวัง